กรุงเทพฯ — 25 ตุลาคม 2025: รัฐสภาได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฉบับปรับปรุงว่าด้วยภาพถ่าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อปรับกรอบกฎหมายให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลและการเกิดขึ้นของระบบสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Image Generation) ข้อกำหนดใหม่ถูกคาดว่า จะส่งผลต่อรูปแบบการอนุญาตใช้งานและการบังคับใช้กับช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นในประเทศไทย
ร่างกฎหมาย (ฉบับแก้ไข) ระบุแนวทางสำคัญหลายประการ ได้แก่ การขยายสิทธิทางศีลธรรมของช่างภาพ การกำหนดฐานะความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เผยแพร่ภาพ การจัดตั้งฐานข้อมูลทะเบียนลิขสิทธิ์ภาพถ่ายสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาพเพื่อฝึกโมเดล AI โดยเฉพาะ
ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ร่างกฎหมายระบุว่า ในกรณีที่มีการนำภาพถ่ายไปเป็นข้อมูลฝึกสอนโมเดล AI หากผู้ใช้นำภาพที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดทางแพ่งและทางอาญา ทั้งนี้กฎหมายได้กำหนดช่องทางการขออนุญาตเป็นระบบดิจิทัลและเสนอให้มีค่าชดเชยสำหรับเจ้าของภาพที่ถูกนำไปใช้ในการฝึกแบบจำลองเชิงพาณิชย์
ผลกระทบต่อช่างภาพ: ตัวแทนสมาคมช่างภาพอาชีพไทยให้ความเห็นว่า กฎหมายใหม่นี้ช่วยเพิ่มความคุ้มครองด้านรายได้และสิทธิของช่างภาพ โดยเฉพาะในกรณีภาพเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ตัวแทนภาคธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์เตือนว่า ระบบลงทะเบียนและการขออนุญาตอาจเพิ่มภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ผู้ใช้และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม คาดว่าจะเกิดการเจรจาเรื่องค่าธรรมเนียมตัวกลางและมาตรการลดการฟ้องร้องที่จะตามมา
มาตรการบังคับใช้และบทลงโทษ: กฎหมายฉบับใหม่กำหนดบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหาย ค่าปรับทางปกครอง และโทษจำคุกในกรณีการละเมิดอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังได้บัญญัติหลักการ “ความรับผิดของแพลตฟอร์มที่รู้หรือสมควรจะรู้” (notice-and-takedown) ร่วมกับมาตรการคุ้มครองผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบโดยไม่เป็นธรรม
ประเด็น AI Image Generation: ร่างกฎหมายเน้นการกำกับดูแลการใช้งานภาพในการฝึกโมเดล AI โดยเสนอให้มีข้อกำหนดการเปิดเผยแหล่งที่มาของชุดข้อมูล (dataset provenance) เมื่อโมเดลถูกนำไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงเทคนิค เช่น ขอบเขตการอนุญาตเพื่อการสังเคราะห์ภาพและมาตรฐานการชดเชยสำหรับเจ้าของผลงานยังมีการหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Creative Commons คือ: ในข่าวนี้ยังพูดถึงบทบาทของใบอนุญาตแบบเปิด (Creative Commons) ซึ่งเป็นระบบใบอนุญาตที่อนุญาตให้เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดเงื่อนไขการใช้งานผลงาน ตัวอย่างเช่น การให้ใช้งานได้โดยไม่หวังผลกำไรแต่ต้องระบุชื่อผู้สร้างสรรค์ (BY) หรือห้ามนำไปดัดแปลง (ND) ผู้ก่อตั้งโครงการ Creative Commons ได้แก่ Lawrence Lessig ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ Stanford Law School และแนวคิดนี้ถูกนำมาอ้างอิงเป็นตัวเลือกให้ช่างภาพใช้ในการจัดการสิทธิ์ของตนเองภายใต้บริบทกฎหมายใหม่
คำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงวัฒนธรรมและกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกแถลงร่วมกันเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2025 ว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเป็นเวลา 60 วัน ก่อนที่จะประกาศระเบียบปฏิบัติรองเพื่อให้การบังคับใช้มีความชัดเจนและลดภาระที่ไม่จำเป็นต่อช่างภาพรายย่อยและธุรกิจขนาดย่อม
ตัวอย่างกรณีศึกษา: กรณีจำลองที่กล่าวถึงในที่ประชุมปีนี้ คือ บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ในจังหวัดสมุทรปราการ ถูกกล่าวหาว่าใช้ภาพเชิงพาณิชย์ของช่างภาพโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อฝึกโมเดล ผลจากกฎหมายใหม่คาดว่าจะเอื้อให้เจ้าของภาพฟ้องเรียกค่าเสียหายและเรียกร้องการชดเชยจากการใช้ข้อมูลฝึกสอนที่ผิดกฎหมาย
คำแนะนำสำหรับช่างภาพและผู้ใช้งาน: ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาแนะนำให้ช่างภาพสำรองข้อมูลสิทธิ์ (metadata) บนไฟล์ภาพ ใช้การลงทะเบียนในฐานข้อมูลลิขสิทธิ์ที่รัฐกำหนด และพิจารณาเลือกใบอนุญาต Creative Commons หรือสัญญาอนุญาตเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการละเมิดและช่วยให้การเรียกร้องสิทธิ์เป็นไปได้ง่ายขึ้น
สรุป: กฎหมายลิขสิทธิ์ภาพถ่ายฉบับปรับปรุงนี้มุ่งหวังปรับสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิผู้สร้างสรรค์และการส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ AI Image Generation อย่างไรก็ดี รายละเอียดด้านการปฏิบัติจริง เช่น การชดเชยสำหรับการใช้ภาพในการฝึกโมเดลและภาระของแพลตฟอร์ม ยังต้องรอระเบียบรองที่หน่วยงานรัฐจะเปิดรับฟังความคิดเห็นภายใน 60 วันข้างหน้า
ผู้สื่อข่าว: ทีมข่าวภาพและสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา, imagescentral.com
